สังคมอุดมธรรม: The Eutopia

มีนาคม 11th, 2008

 (หมายเหตุ: บทความที่นำเสนอเป็นของเพื่อนอาจารย์ในถิ่นอีสาน… มิจำเป็นที่ทางเวบจะเห็นด้วยกับสิ่งที่นำเสนอ)

 

 

 

สังคมอุดมธรรม

 

 

 

The Eutopia

 

 

 

 

 

 

 

ธันวา ใจเที่ยง*

โครงการนิเวศชาวนาสองฝั่งโขง

มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์

๒๕๕๑

 

 

จริงอยู่แม้จินตนาการอาจสำคัญกว่าความรู้

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าจินตนาการ คือ ปัญญา

ปัญญา ที่จักน้อมนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร บ่เบียดเบียน

ระหว่างผู้คน ผี และธรรมชาติ…”

(ปรีชา ปริวุทธากุล ธ นครพนม ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)

 

* โครงการนิเวศชาวนา 2 ฝั่งโขง มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์สนับสนุนการเผยแพร่โดย มหาวิทยาลัยภูแสงดาว /กุมภาพันธ์ 2551ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ศ.ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา นักวิชาการอาวุโส แห่งประเทศไทย ผู้มากน้ำใจ ผู้ที่ให้ความกรุณาต่อข้าพเจ้าตลอดมา บ่เคยจืดจาง


บทความทางวิชาการนี้เป็นลิขสิทธิ์การเผยแพร่ของอาจารย์ธันวา ใจเที่ยง ทั้งนี้ทางเวบไซต์มิจำเป็นเห็นด้วยกับแนวคิดในบทความ (บทความนี้แปลงมาจากไฟล์เวิร์ด อาจมีการแสดงผลที่ไม่ถูกต้อง ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ)การนำเสนอและรวบรวมความคิดเห็น มีกระจายกันทั้งหมด 3 แห่งคือที่นี่ ที่เสรีไทยเวบบอร์ด และที่ฟ้าเดียวกัน โดยสุดท้ายจะได้รวบรวมการนำเสนอความคิดทั้งหมดบันทึกไว้ที่นี่ครับ http://esaan.serithai.org/http://forum.serithai.net/index.php?topic=23217.0http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=6566

สารบัญ 
  • สังคมแห่งปราถนา
  • พื้นภูมิหลังของสังคมมนุษยชาติ
  • ความหมายแห่งสังคมอุดมธรรม
  • ขอบเขตของสังคมอุดมธรรม
  • สังคมอุดมธรรมในโลกความเป็นจริง
  • การวางกรอบสังคมอุดมธรรมของโลกปัจจุบัน

สังคมแห่งความปรารถนา

ภายใต้เงื่อนไขแห่งความเท่าเทียมกันของการเกิดมาเป็นชีวิตมนุษย์ มิว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ เป็นสมาชิก ณ เขตแดนใดของพื้นผิว-นิเวศชีวาลัยโลก จักอยู่ภายใต้อำนาจแห่งรัฐชาติใด จักอยู่ในฐานันดร และชนชั้นใดแห่งสมมติบัญญัติของสังคมที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ ล้วนแต่ปรารถนาความสุข ด้วยกันแทบทั้งสิ้น ทุกคนปรารถนาการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ปราศจากการขูดรีด การเอารัด เอาเปรียบ และต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดี อันอุดมสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม แม้หลายต่อหลายครั้งที่เราพูดถึงการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขของ มวลมนุษยชาติ แต่พี่น้องของพวกเรา ที่อยู่ ณ คนละฟากฟ้าแดนดิน ยังทุกข์ยากลำบาก ยังหิวโหยบางเขตก็เกิดมาอยู่ในสภาพแวดล้อมอันขาดแคลน การถูกเอารัดเอาเปรียบจนเป็นเรื่องปกติ การเข่นฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ มีให้เห็นอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน จารึกเป็นประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ แม้ว่าเขาอยากปรารถนาที่จะอยู่ในสังคมอันอุดมเช่นใดก็ตาม แต่ในความเป็นจริง พวกเขา-ผู้คนในพื้นผิวโลกของเราเคยได้เชยชมแม้เศษเสี้ยวทิวาราตรีหรือไม่ แม้กระทั่งความหมายแห่งการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขที่มนุษยชนพึงมีสิทธิได้รับ ด้วยในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบธรรมชาติ เขาก็หาได้รับทราบ ได้รู้ และมีโอกาสได้คิด ได้ฮ้องบอกแก่ประชาคมชาวโลกและฮ้อง บอกผู้ปกครองไม่ ข้าฯต้องการสังคมที่ข้าฯอยู่กับลูกเมียอยู่กับพี่น้อง อย่างมีอิสระภาพ ข้าฯอยากกำหนดมาตรฐานทางสังคมของข้าฯเอง เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการขับเคลื่อนการดำเนินไปของโลกที่พวกเขาเป็นสมาชิกภาพอยู่ สิ่งที่ผลักดันและชี้นำพวกเขา (พวกเรา) ดำเนินไปอยู่ทุกวันนี้ ก็อาจหาใช่สิ่งที่พวกเขา-พวกเราได้คิดไตร่ตรองได้กำหนดแล้วไม่ อยู่บนพื้นฐานโลกทัศน์และวิถีวัฒนธรรมของพวกเขาแล้วไม่

 

พื้นภูมิหลังของสังคมมนุษยชาติ

ก่อนที่จะมีการกล่าวถึงความหมายของสังคมอุดมธรรม อยากให้ได้หวนทบทวน และพิจารณาข้อเท็จจริงของการดำรงชีวิตในแผ่นพื้นชีวาลัยนี้ว่า แท้จริงแล้วมนุษยชาติที่ดำรงอยู่บนโลกนี้ หาได้มีคนกลุ่มเดียว วัฒนธรรมเดียวไม่ เพราะอย่างน้อยๆเมื่อมองภาพรวมแล้วมนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานดำรงชีวิตอยู่บนพื้นผิวโลกนี้ อย่างน้อย มีอยู่ 3 กลุ่ม คือ ผิวขาว ผิวเหลือง และผิวดำ (ในความเป็นจริงมิได้แยกออกมาชัดได้อย่างนี้) ที่กระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ในซีกโลกเหนือ ซีกโลกใต้ และเขตศูนย์สูตร ในเขตไบโอมหรือสังคมสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ กว่า 10 เขต ทั้งเขต หนาว เขตอบอุ่น เขตร้อน เขตทะเลทราย เป็นต้น และก็กระจาย ไปในลักษณะของการเกิด การตาย การพลัดพรากอย่างเท่าเทียม และเป็นลักษณะอย่างนี้โดยมิขึ้นกับชนชั้นและผู้ทุกข์-รวย ภายใต้วัฏจักรของการหมุนเวียนสารและถ่ายทอดพลังงาน หมุนเวียนสารและถ่ายทอดพลังงาน ไปพร้อมกับความอาดูรและความว้าเหว่ ที่เสียงร้องไห้ คือ ความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ

ที่ผ่านมาแม้ชีวิตของมนุษย์จักเผชิญกับความทุกข์ยากแสนเข็ญมากมายเพียงใดก็ตาม แต่ละสังคมที่มนุษย์เหล่านั้นดำรงชีวิตอยู่ เขาก็พยายามสร้างสังคมให้หนีพ้นความทุกข์ยาก สร้างสรรค์ อารยธรรม หรือวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อเป็นการปรับตัว เอาตัวรอดในการดำรงชีวิต กับความผันผวน-รุนแรงของธรรมชาติ และรังสรรค์สิ่งที่งดงามขึ้นมา ในทุกๆสังคม ในทุกๆเผ่าชาติพันธุ์ ทั้งในยามที่ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์หรือเมื่อยามว้าเหว่ ตามประสบการณ์และการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ดังที่เราทราบถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น การกิน การหาอาหาร การละเล่น งานบุญ งานไหว้ภูเขา ฯลฯ เป็นต้น ที่แต่ละชนเผ่า แต่ละสังคมประเทศชาติ สร้างขึ้น ล้วนเป็นความดีงามของแต่ละกลุ่มชน เช่น การสร้างสรรค์วัฒนธรรมของชาวข่า(บูร) ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง หรือชาวอินเดียน ในแถบทวีปอเมริกา ทั้งทางเหนือ กลาง และอเมริกาใต้ ก่อนที่คนผิวขาวจะเข้าไปแย่งชิงดินแดน ขับไล่ และกล่าวหาว่าวัฒนธรรมของคนพื้นถิ่นเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าตน ทั้งๆที่การมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายเคารพนับถือธรรมชาติ เป็นคุณธรรมพื้นฐานของผู้เจริญ (มิใช่ทึกทักเอาจากความร่ำรวยทางที่ดินและเงินทอง คือ ผู้เจริญ แต่เทียวไล่ยึดดินแดนของคนอื่น)

เพราะฉะนั้น สังคมที่ดีงาม สังคมที่น่าอยู่ หาใช่ว่า มนุษย์ในกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด จะมีสิทธิที่จะบอกว่าสังคมที่ดีงามนั้น ควรจักเป็นอย่างที่ตนเสนอและกำหนดโดยถ่ายเดียวไม่ สังคมที่ดีงาม ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบริบท ทัศนะ ความเชื่อของแต่ละสังคม การนิยามสังคมน่าอยู่สังคม สมัยใหม่ แล้วบังคับ ให้กลุ่มคนอื่นๆเดินตาม จึงมิเพียงใช่ว่าจะไม่เหมาะสม เสียเท่านั้น และก็หาได้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสภาพนิเวศสังคมวัฒนธรรมไม่ เพราะชีวิตมนุษย์มิได้ต้องการอาหาร ยารักษาโรค บ้านเรือน หรือปัจจัย 4 มากเกินไป อาหารเพียงอิ่มทอง ยาเพียงยืดอายุขัยให้ยืนยาวตามความเหมาะสม มิใช่ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง (ถึงปัจจุบัน) ที่มีการนำเอาตัวเลขทางเศรษฐกิจ-การเจริญเติบโต มาวัดถึงความศิวิไลซ์ ความเจริญ-ความสุขของมนุษยชาติ และสุดท้ายก็มีท่าทีที่อาจต้องปรับเปลี่ยนเอาดัชนีตัวอื่นแทน มาเป็นตัวชี้วัด ทั้งๆที่ได้ชี้นำโลกให้แข่งขัน และทำลายทรัพยากรธรรมชาติ-ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง มากว่า 50 ปี

ความหมายแห่งสังคมอุดมธรรม

สังคมอุดมธรรม เป็นชื่อที่ถูกใช้ในความหมายเดียวกับสังคมอุดมคติ หรือที่เรามักจะได้ยินเสมอในคำของทางตะวันตกว่า “Utopia” - ยูโทเปีย อันเป็นคำที่มีความหมายมาจากภาษากรีก ที่แปลว่า เป็นสถานที่ไม่มีอยู่จริง เพราะเป็นสังคมที่มีความบริบูรณ์ พร้อมทุกสิ่งอย่าง แต่เป็นสังคมแห่งความฝัน เป็นสังคมแห่งความปรารถนา สังคมอุดมคติซึ่งแม้ทุกคนใฝ่ฝันหา แต่ดูเหมือนจะห่างไกลเหลือเกิน เป็นเพียงสังคมแห่งความฝัน สังคมในอุดมคติเท่านั้น ไม่มีอยู่จริงในโลกมนุษย์ สังคมที่ทุกคนปรารถนาดังกล่าว มิได้มีเพียงนักคิดจากต่างประเทศหรือจากโลกตะวันตกถ่ายเดียวเท่านั้น ที่คิดและคำนึงถึงสังคมอันอุดมสุข มนุษยชาติที่ดำรงอยู่ในแผ่นพื้นชีวภาพนี้ หลายกลุ่มสังคมใฝ่ฝันและปรารถนาถึงสังคมอุดมธรรมหรือสังคมอุดมคติมาโดยตลอด หลายศตวรรษ ทั้งคิด ทั้งจินตนาการ และนำพาผู้คนให้เข้าถึงสังคมอุดมการณ์ เช่น สังคมอุดมธรรมแบบพุทธ ในอินเดีย ที่เจ้าชายสิทธัตถะ เคยเป็นผู้นำในยุค 2500 ปีมาแล้ว สังคมในดินแดนของพระผู้เป็นเจ้าของพระเยซูคริสต์ สังคมอุดมธรรม ที่เช กูวารา ปรารถนา รวมไปถึงสังคมอุดมธรรมของผู้นำสังคมที่มีโพธิอุดมการณ์ทั้งหลายปรารถนาพาประชาชนและมวลหมู่สรรพชีวิตก้าวไปถึง

คำว่า สังคมพระศรีอาริย์ ก็เป็นคำที่มีความหมาย ที่หมายถึงสังคมอุดมธรรม ที่ชาวนาอีสานเคยปรารถนาถึง เพราะเป็นสังคมที่เชื่อว่า มีความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากการขูดรีด การเอารัดเอาเปรียบระหว่างชนชั้น และคำดังกล่าวได้เคยถูกนำมาใช้ จนกระทั่งสามารถรวบรวม ดึงดูดใจให้ผู้คนจำนวนมาก สนใจและนำไปสู่การต่อสู้กับชนชั้นปกครองเพื่อไปสู่สังคมพระศรีอาริย์ที่ว่าของบรรดาชาวนาลุ่มแม่น้ำโขง ที่เรียกกันว่า กบฏชาวนาเนื่องจากเงื่อนไข ที่ชาวนาในพื้นถิ่นถูกเอารัดเอาเปรียบมานานจากชนชั้นเจ้านาย ไม่ว่าจะเป็นการบังคับมาเป็นข้าทาส การถูกบังคับเสียส่วย และอยู่อย่างพลเมืองชนชั้นสอง เป็นลำดับ ไม่มีสิทธิเสมอภาคกัน ทั้งที่มนุษย์ทุกคนควรมีสิทธิอันนี้ตามที่ธรรมชาติประทานสร้างให้มา ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ในลักษณะของกบฏชาวนา กระจายอยู่ตามหมู่บ้านชาวนาสองฝั่งโขง

นอกจากนี้ในยุคทศวรรษที่ 2500 คำว่า สังคมคอมมิวนิสต์ก็ถูกนำมาเทียบเคียง กับคำว่า สังคมพระศรีอาริย์อันเป็นสังคมที่อยู่ในหัวใจ ในวิถีวัฒนธรรม ที่ชาวนาปรารถนา มานานแสนนาน เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเอาคำว่าสังคมคอมมิวนิสต์ มากล่าวโยงให้มีความหมายเหมือนสังคมพระศรีอารย์ จึงมีชาวนาจำนวนหนึ่ง ทุ่มเททั้งชีวิต จิตใจ เพื่อไปปฏิวัติ เพื่อจะเข้าถึงสังคมคอมมิวนิสต์หรือสังคมพระศรีอาริย์ สังคมที่ปราศจากชนชั้น ที่คิดขึ้นโดยฝรั่ง โดยเอาความหมายและความเข้าใจแบบชาวนาพื้นบ้าน ที่คาดว่าสังคมคอมมิวนิสต์อาจเหมือนกับสังคมพระศรีอาริย์ อย่างน้อยก็คือการปราศจากชนชั้น ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการเหยียดหยามกันในเชิง ชาติพันธุ์คนชายขอบ แต่ในความเป็นจริงสังคมคอมมิวนิสต์ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศดำเนินผ่านไปแล้ว ได้เป็นสังคมอุดมธรรม ดังที่ชาวนาปรารถนาหรือไม่ นั้น ก็ทราบกันอยู่

สังคมอุดมธรรม หมายถึง สังคมที่ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ สังคมที่อยู่กันด้วยธรรม ด้วยการแบ่งปัน เอื้ออารีย์ ด้วยจิตสำนึกแห่งความเท่าเทียมกันในฐานะที่แต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และไม่สามารถที่จะหลีกหนีพ้น กฏธรรมชาติได้ สังคมอุดมธรรม มิได้ยึดว่าจะอยู่ในรูปสังคมที่มีรูปแบบการปกครองแบบใด ทั้งประชาธิปไตย ราชาธิปไตย หรือ สังคมนิยม สังคมอุดมธรรมเป็นสังคมที่มีความบริบูรณ์ทางนิเวศ มีความอบอลวลในทางศิลธ์และศิลป์วัฒนธรรมอันดีงาม และที่สำคัญเป็นสิ่งที่ทุกผู้คนปรารถนา

ขอบเขตของสังคมอุดมธรรม

ในที่นี่การกล่าวถึงสังคมอุดมธรรม จักไม่กล่าวถึงสังคมอุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ที่ไม่มีอยู่จริง แต่จะพูดถึงสังคมอุดมธรรมที่สามารถทำได้ และเกิดขึ้นได้จริงในผิวโลกใบนี้ แม้จักไม่บริบูรณ์ แม้จักไม่กินอาณาเขตที่กว้างขวาง แม้จักเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ในหมู่บ้านเชิงเขา ก็ตาม

จากความหมายของสังคมอุดมธรรม ที่กล่าวถึง ว่าหมายถึงสังคม ที่ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน ทุกคนเท่าเทียมกัน แบ่งปัน เอื้ออาทรกัน แล้วจะมีความหมายและครอบคลุมสิ่งใด สังคมอุดมธรรม ในที่นี้ จะมีขอบเขตและครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

  1. ขอบเขตในทางการเมือง ในสังคมดังกล่าว จักต้องปราศจาก การขูดรีด การเอารัดเอาเปรียบระหว่างชนชั้น โดยอาศัยโครงสร้างทางการเมืองที่เอื้อ ผู้นำต้องบริหารสังคมด้วยหลักธรรม อย่างน้อย อาศัยกฏศีลธรรมทางศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และ ความเชื่ออื่นๆ รวมไปถึงความเชื่อแห่งศีลธ์ธรรมชาติ
  2. ขอบเขตในทางเศรษฐกิจ ในสังคมอุดมธรรม ระบบเศรษฐกิจนอกเหนือจากทุกคนต้องทำการผลิตอย่างเท่าเทียมแล้ว การได้รับผลตอบแทน ควรเท่าเทียม และมีการกระจายสิทธิในทางเศรษฐกิจ อย่างเสมอภาค และเศรษฐกิจมีความหมายเกินกว่าเศรษฐกิจทุนนิยม
  3. ขอบเขตในทางนิเวศ ในสังคมอุดมธรรม ระบบนิเวศ หรือธรรมชาติ ต้องมีความอุดมสมบูรณ์ ทุกคนควรให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความมั่นยืนของระบบนิเวศ
  4. ขอบเขตทางวัฒนธรรม ในสังคมอุดมธรรม มีประเพณี วัฒนธรรม ที่ส่งเสริมให้สังคมสงบสุข และเป็นความรื่นเริงในสังคม ส่งเสริมความเอื้ออาทร ความสามัคคี
  5. ขอบเขตด้านการศึกษา ในสังคมอุดมธรรม คนทุกคนในสังคม มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั้งในแง่การดำรงชีวิต หรือ การศึกษาขั้นสูงในเชิงการพัฒนาสติปัญญา มิว่าการศึกษานั้นจักอยู่ในระบบปริญญาหรือไม่ใช่ระบบปริญญา
  6. ขอบเขตในทางสาธารณสุข การเจ็บป่วย การตาย เป็นเรื่องที่มนุษย์ในสังคมจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสังคมนี้ มีระบบการดูแลสุขภาพ ที่ดี ด้วยน้ำใจ ด้วยความเอื้ออาทร มิเว้นระบบสมัยใหม่หรือแบบแผนโบราณ ต้องมีอย่างสม่ำเสมอและหลากหลาย
  7. เป็นสังคมแห่งโลกจิตวิญญาณ ในสังคมอุดมธรรมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องจิตใจ หรือมิติทางศีลธรรม หรือในทางศาสนา ไม่ว่าศาสนานั้นจะเป็นศาสนาใด ทั้งศาสนาพื้นเมือง (ความเชื่อเรื่องผี) หรือ ศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ เซน ฯลฯ ที่จะหยั่งโยง ให้สังคมสงบสุข สังคมอุดมธรรมอาจมีกลิ่นอายแห่งความเป็นศาสนาชุมชน ทุก 3 ปี อาจมีเลี้ยงผี เพราะมิติทางจิตวิญญาณนำสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข ลดการเบียดเบียน

 

สังคมอุดมธรรมในโลกความเป็นจริง

ความเป็นสังคมอุดมธรรม ดังที่ได้กล่าวมา หากพิจารณาตามความหมายและขอบเขตข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในบางชุมชนสามารถดำเนินวิถีเข้าถึงสังคมอุดมธรรม เกือบสมบูรณ์ เช่น มีบุญประเพณี ทำบุญตักบาตร การได้เลี้ยงผีปู่ตา มีความเอื้ออารีย์ มีการแบ่งปันกัน สังคมไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน แต่ที่ผ่านมาไม่มีการมาทบทวนหรือพิจารณาว่า สิ่งที่คนในพื้นถิ่นดำเนินมาแล้ว ใช่เป็นสังคมอุดมธรรม หรือสังคมอุดมสุขแล้วหรือไม่ มีแต่เดินหน้าตามนโยบาย ตามคำนิยามของคนภายนอก สังคมอุดมคติของคนอื่น ของฝรั่งของทุนและเทคโนโลยีนิยม แต่มิเคยมีการกลับมาวิเคราะห์ว่า ขณะนี้สังคมที่เราดำเนินอยู่ ใครเป็นผู้กำหนดสังคมแบบนั้น และที่สำคัญที่สุด เรา (ผู้คนทั้งแผ่นดิน) ได้หยุดคิดหรือไม่ว่า การขับเคลื่อนสังคมไปขณะนี้ ขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางใด ทำไมต้องไปอย่างนั้น มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ และโดยเฉพาะในสังคมพื้นถิ่นอื่นๆอันหลากหลายที่เป็นสมาชิกประเทศไทย ตามภูมิภาคต่างๆ เขาได้มีสิทธิเลือกเส้นทางสังคมหรือไม่ สังคมที่เขาปรารถนาคืออะไร และสังคมที่เขาดำรงอยู่บนรากฐานทางโลกทัศน์และวัฒนธรรมมันดีแล้วหรือไม่ พอใจหรือไม่เป็นสังคมอุดมธรรมไหม จะปรับ หรือจะแก้ไขอย่างไร และที่เรากำลังเดินตาม แนวทางการสร้างสังคมแบบทุนนิยม แล้วสังคมทุนนิยมเป็นสังคมอุดมธรรมหรือไม่ ?

ในวิถีแห่งสังคมหมู่บ้านไทย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยังมีหลายหมู่บ้าน สามารถดำรงชีวิต เข้าไปอยู่ในส่วนของขอบเขตสังคมอุดมธรรม หรือทำให้เข้าถึงสังคมอุดมธรรมในบางอย่าง แม้จะไม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ สังคมหมู่บ้านในต่างประเทศ แถบอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในลาวหรือพม่า การเข้าถึงสังคมอุดมธรรมหรือสังคมอุดมคติ ไม่จำเป็นต้องรอ ไว้วันหนึ่งเมื่อโลกเปลี่ยน พระศรีอาริย์ลงมา หรือเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองที่คนจนทั้งหมดได้ขึ้นไปมีอำนาจ แต่ถึงวันนั้น บางทีชนชั้นอภิสิทธิ์ใหม่ก็อาจเกิดขึ้น เหมือนหลายประเทศ ที่มีการเปลี่ยนหลังการปฏิวัติ

เพราะฉะนั้นสังคมอุดมธรรม ต้องดำเนินการในวันนี้ ทำได้ในวันนี้ ไม่ต้องรออนาคต และในความเป็นจริง แม้โลกพระศรีอาริย์จักมีจริง แต่สังคมอุดมธรรม ก็จะไม่มีอะไรบริบูรณ์ ร้อย เปอร์เซนต์ สิ่งสำคัญ คือ จักทำอย่างไร ให้มีสังคมอุดมธรรม ที่ถูกสร้าง และนิยาม จากคนในท้องถิ่นนั้นๆ เอง กระจายไปทั่วโลก

สังคมอุดมธรรมในโลกแห่งความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึง ทำได้ โดยการมากำหนดร่วมกันว่า สังคมที่เราปรารถนา หรือสังคมที่เราดำรงอยู่ด้วยแล้วมีความสุขนั้น ควรจะเป็นเช่นไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่เป็นสิ่งที่เรากำหนดขึ้น บนโลกทัศน์หรือวิถีแห่งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาตน เช่น สังคมอุดมธรรมของชาวปกากะญอ สังคมอุดมธรรมของชาวโซ่หรือชาวบูร อาจประกอบด้วย มีสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ มีข้าวปลาบริบูรณ์ มีการทำบุญประเพณีตลอดทั้งปี มีการร้องรำทำเพลงสังคมมีการแบ่งปัน มีเงินทองไว้ใช้จ่าย ได้เลี้ยงผีบรรพชน ผีฟ้า และผีดิน ฯลฯ

สังคมอุดมธรรม อาจเป็นทั้งสังคมอุดมธรรมแบบชนเผ่า หรือสังคมอุดมธรรมแบบเทคโนโลยี แต่สิ่งที่อยู่เหนือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นั่นคือ ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ต่อ ผี ผู้คนและธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ เป็นแกนกลางลักษณะของสังคมอุดมธรรม แม้จะอยู่ในรูปแบบ กาลและบริบทใด

 

การวางกรอบสังคมอุดมธรรมของโลกปัจจุบัน

มนุษย์ทุกคนปรารถนาการดำรงชีวิตที่มีความสุข ปราศจากการเอารัดเอารัดเอาเปรียบ ปราศจากความขาดแคลน แม้เขาจะมีโอกาสพูดให้บรรดานักคิด ให้คนในสังคมได้ฟังหรือไม่ หรือเป็นความในใจส่วนลึก แต่หากเขาสามารถกระทำได้ เขาก็หวังให้ชีวิตและสังคมที่เขาอยู่ เป็นสังคมที่ไม่มีการเจ็บป่วย การล้มตาย ไม่มีความขาดแคลน ไม่มีการพรัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก สิ่งเหล่านี้คือสังคมอุดมธรรมที่ปรารถนาสูงสุด แต่มันก็อาจยากเกินไปที่จะฝืนความเป็นจริงของธรรมชาติ

ดังนั้นสังคมอุดมธรรม ที่จักเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ได้ ย่อมเป็นสังคมอุดมธรรมที่พอดีพองาม (สายกลาง) และจักต้องเป็นสังคมที่เราเองต้องสร้างและทำขึ้นมา ด้วยสองมือ สองแขน ด้วยความคิด สติปัญญา และหัวใจ ในปัจจุบัน ไม่รอชาติหน้า ไม่รอชีวิตหลังความตาย ไม่รอแนวความคิดจากต่างบริบทและต่างสังคม สังคมอุดมธรรมต้องอยู่บนพื้นฐาน-รากฐานทางนิเวศ สังคมและวัฒนธรรม ในแต่ละพื้นถิ่น แต่ละชนเผ่า ที่ต้องกำหนด ร่วมสร้าง สังคมที่ดีงาม สังคมแห่งความสุข สังคมที่คนในพื้นที่คิดว่า นี่คือสังคมอุดมธรรมของพวกข้าฯ มิใช่สังคมที่ถูกขีด ตีกรอบ ด้วยคนต่างโลกทัศน์ ต่างพื้นฐาน

แต่สังคมอุดมธรรม ที่ร่วมกันสร้างขึ้น มิใช่ว่าเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆสร้าง ร่วมกันกำหนด จากเวลาที่สังคมนั้นๆ มีความเป็นสังคมอุดมธรรมระยะสั้นๆ หนึ่งวัน สามวัน ห้าวัน เป็นเดือน เป็นปี จากน้อยครัวเรือน จากเฉพาะเขตพิเศษในหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เป็นแคว้น เช่นเดียวกับหมู่บ้านชาวสันติอโศก ที่มีความเป็นสังคมอุดมธรรม รวมไปถึงการน้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ลึกซึ้ง มาปฏิบัติและการดำเนินกิจกรรมหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองอย่างจริงจัง ก็อาจนำไปสู่สังคมอุดมธรรมได้ และบางประเทศที่บริหารประเทศภายใต้ทฤษฎีสังคมนิยม ก็อาจทำให้เกิดความเป็นสังคมนิยมที่แท้จริง ตามความฝันแห่งทฤษฎี

สิ่งที่เชื่อมั่นว่าสามารถทำได้จริง จะเห็นได้จากในสังคมชาวนาบางแห่ง แม้พวกเขาจักได้ทราบหรือไม่ว่า สิ่งที่พวกเขาดำเนินและปฏิบัตินั้น ได้เข้าถึงขอบเขตหรืออยู่ในส่วนของสังคมอุดมธรรมหรือยัง ข้าพเจ้าเห็นว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น สังคมอุดมธรรมสังคมที่มนุษย์มีการพัฒนา (จิตใจ) เช่น สังคมที่มีการดำเนินตามกรอบของฮีต 12 คอง 14 ที่เป็นข้อกำหนดทางวัฒนธรรมของสังคมหมู่บ้านบางแห่ง ที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อย่างเอื้ออาทร ทั้งระหว่างคนในครอบครัว ระหว่างครอบ ครัว ญาติพี่น้อง ในชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา เชิงสูงของคนพื้นถิ่น ที่กำหนดดัชนีทางสังคม ให้มวลสมาชิกในสังคมได้ดำเนินไป ดำเนินไปในทางจิตวิญญาณแห่งศีลธรรม หากสังคมใดทำได้ สังคมนั้นถึงซึ่งสังคมอุดมธรรม ซึ่งต่างไปจากดัชนีทางสังคมที่นักวิชาการชั้นสูงบางสำนักที่พยายามยึดเอามาตรฐานแห่งวัตถุ เทคโนโลยี และเงินทองเป็นศูนย์กลาง แม้ดูประหนึ่งว่าจักทำให้โดยรวมของโลกมีดุลยภาพและมั่นคง แต่ในระยะยาวกลับหาใช่ เกิดความสมดุลและดุลยภาพของ เพื่อนมนุษย์และธรรมชาติไม่

สังคมอุดมธรรม จึงอาจมิใช่เรื่องใหม่ มิใช่ว่าเป็นเรื่องของความฝัน ของสังคมระดับพื้นถิ่น ระดับชนชาติ ชนเผ่า เพียงแต่ว่าพวกเขา (พวกเรา) จักมีโอกาสได้มาร่วมกันกำหนด วิเคราะห์และสังเคราะห์ ความเป็นสังคมอุดมธรรม ของสังคมหรือไม่อย่างไร และถึงที่สุดเมื่อวิเคราะห์ ให้ละเอียดลึกลงไปแล้ว แม้ในยุคใดสมัยใด จักถึงสังคมอุดมธรรมได้ ต้องสร้างหมากหัวใจผู้เจ้า ให้ถึงความเป็นสังคมอุดมธรรมเสียก่อน ถึงจักเป็นสังคมอุดมธรรมที่แท้จริงและมั่นยืน


เสี่ยวอีสาน กับ”เศรษฐกิจชุมชน”

กุมภาพันธ์ 3rd, 2008

 

Image Hosted by ImageShack.us

คงรออีกไม่นานจะเปลี่ยนรัฐบาลอีกแล้วครับท่าน! สื่อความจากหน้าหนึ่งของการทักทายเสี่ยวอีสานทั้งหลายเรามารณรงค์สนับสนุนเรื่องการเมืองท้องถิ่น ส่งเสริมคนดีทำงานการเมืองเพื่อท้องถิ่นในระดับหมู่บ้าน ตำบลเช่น ส.อบต. สท.ส.อบจ. สร้างสังคมเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เวทีเสวนาระดับชุมชนและสร้างเสริมเศรษฐกิจระดับชุมชนกันดีกว่าส่งเสริมการเลี้ยงวัว ควาย หมู เป็ด ไก่เพื่อให้มีเงินและทุนหมุนเวียน ซื้อมาขายไประดับหมู่บ้าน เสี่ยวเองก็จะทำงานพัฒนาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมๆกัน มาเริ่มทำกันเลยนะครับ ใครมีข้อเสนอดีๆก็มาแลกเปลี่ยนกันครับ 

อีสาน…ทางรอดหลังยุคทักษิณ

ตุลาคม 22nd, 2007

 

เมื่อกล่าวถึงภาคอีสานเรานึกถึงสภาพภูมิประเทศที่ไม่ต่อเอื้อต่อการเกษตรชีวิตของผู้คนว่ายากจนข้นแค้นจริงหรือ!

หน้าแล้งพิสูจน์ความจริงบางเรื่องราวจริงหรือที่ว่าพื้นที่อีสานไม่เหมาะต่อการเพาะปลูกสิ่งที่เห็นคือเปลวแดดร้อนจัดชาวนาหรี่ตาเวลามองที่ทุ่งนาเพื่อมองหาฝูงวัวควายของตนว่าอยู่ใหน

แต่เดี๋ยวก่อนครับผมจินตนาการหน้าแล้งในอีสานคือที่เห็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่กับบ่อน้ำกลางทุ่งนาผมเรียกว่าโอเอซิส(Oasis)แห่งอีสานครับอธิบายง่ายๆก็คือชาวนามักจะขุดบ่อหรือส่าง(สระ)ขนาดเล็กเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ยามขาดแคลน

นี่ไงครับภูมิปัญญาท้องถิ่น(LocalWisdom)ของชาวอีสานในการจัดการกับทุนทางธรรมชาติลองนึกภาพดูนะครับว่าหากเราเดินทางไปอีสานแล้วเจอบ่อน้ำและต้นไม้สีเขียวกลางทุ่งนามากขึ้นทุกๆปี มีต้นไม้ยืนต้นอย่างมะม่วงมะพร้าวเป็นที่อยู่ของนกหลากหลายชนิดวัวควายมีน้ำกินชาวนามีอาหารเช่นปูปลามีผักสวนครัวเช่นตะไคร้มะเขือพริกเลี้ยงไก่เป็ดไว้เล้าเล็กๆที่ข้างเถียงนา(กระท่อม)เวลาเพื่อนฝูง”เสี่ยว”มาเยี่ยมยามก็ไปที่เถียงนาคุยกันถึงเรื่องเรื่องสังคมเศรษฐกิจและการเมือง

จุดเริ่มต้นของเศรฐกิจระดับครัวเรือนมิใช่หรือเรามาร่วมรณรงค์เรื่องนี้กันดีหรือเปล่าครับหลังยุคทักษิณเราจะได้เห็นระบบเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงและเป็นทางรอดของชุมชนอีสานแล้วเรานำเสนอเป็นนโยบายสาธารณะกันต่อไปด้วยเราจะได้เห็นกันว่าฤดูทำนาครั้งต่อไปความยากจนก็จะถูกแก้ไขไปในตัว..จริงหรือเปล่าครับ

Scorpio6(ไทบ้าน)

ปักธงยุทธศาสตร์เสี่ยวอีสาน!

ตุลาคม 9th, 2007

แผนที่ยุทธศาสตร์เสี่ยวอีสาน(Esaan Serithai Strategy)

                   ยุทธศาสตร์เสี่ยวอีสาน(Strategy)

                     *คลิกภาพเพื่อดูภาพใหญ่ที่ชัดเจน*

แผนภาพโมเดลเสี่ยวอีสานคอนเนคชั่น

                  เสี่ยวอีสานคอนเนคชั่น(Connection)

ท่านที่ปรึกษาสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านครับ,

สืบเนื่องจากความปรารถนาอันแรงกล้าของเราท่านที่อยากเห็นการก่อเกิด”เสี่ยวอีสานต้านทักษิณ”ในสภากาแฟขบวนการเสรีไทยในเวบบอร์ดwww.forum.serithai.netสมาชิกจึงรวมตัวกันตั้งชมรม”เสี่ยวอีสานฯ”โดยมีวัตุประสงค์หลักดังนี้

๑.ต้านทักษิณ(AntiThaksin)อันหมายความถึงระบอบทักษิณกลุ่มอำนาจเก่า”พลพรรคเสื้อแดง”เสี่ยวอีสานฯประสานเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหรือนักรบไซเบอร์จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับผลกระทบจากระบอบทักษิณส่งผ่านไปยังบลอกกลุ่มเพื่อนสนิทและเวบพันธมิตร

เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่เครือข่ายคนไทยในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกใช้สัญลักษณ์”สีเหลือง”ดอกคูนในการปักธงภาคอีสานในนาม”อีสานเสรีไทย”แล้วนำไปเผยแพร่เรียนรู้กับเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ต่อไป

๒.แนะนำนวัตรกรรมใหม่ทางการเมือง(PoliticalInnovation)ในอีสานเพื่อเรียนรู้แบบจำลองหรือโมเดล(Model)เพื่อจัดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเช่นกรณีการจัดการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของบุรีรัมย์โมเดล(BuriramModel)เพื่อนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่นๆเรียนรู้ร่วมกับพันธมิตรเช่นเครือสื่อสารมวลชนนักจัดรายการวิทยุชุมชนเคเบิลทีวี

เครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น(Anticorruption)เครือข่ายประชาสังคมอีสาน(CivilSocietyNetwork)เอ็นจีโอ(NGOs)เครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง(P-NET)เครือข่ายอาสาสมัครัฐธรรมนูญภาคอีสาน(ConstitutionVolunteer)และเครือข่ายนักวิชาการข้าราชการครูทหารตำรวจเจ้าหน้าที่รัฐลูกจ้างและประชาชนที่สนใจ

๓.ส่งเสริมเครือข่ายประชาชน(PeopleAwarenessNetwork)เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบของระบอบทักษิณในเชิงนโยบายบริหารประเทศโดยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมผ่านการพูดคุยสภากาแฟสภาประชาชนเวทีชาวบ้านผ่านโลกเสมือนจริงอินเทอร์เน็ตจนถึงการส่งเสริมการจัดเวทีชาวบ้านพื้นที่จริงเพื่อผลักดันตัวแทนภาคประชาชนร่วม”ปกครองบ้านเมือง”ในระบบตัวแทน

เสี่ยวอีสานฯจะนำปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อประเทศที่เกิดขึ้นก่อนยุคทักษิณและระหว่างยุคทักษิณรวมถึงหลังยุคทักษิณมาวิเคราะห์แล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดระบอบอื่นๆที่เป็นผลเสียต่อประเทศชาติในอนาคต

เสี่ยวอีสานฯดำเนินแนวทางเดียวกับเวบพันธมิตรหลักคือเสรีไทยเวบบอร์ด”เสรีทางความคิดต้านวิกฤติเผด็จการสร้างบรรทัดฐานให้การเมืองไทย”แต่เน้นเรื่องราวที่ภาคอีสานและลงปฎิบัติการเรียนรู้กับชาวบ้านในพื้นที่จริงในอีสานเพราะชาวอีสานส่วนหนึ่งยังเชื่อในแนวทางของทักษิณขณะเดียวกันก็จะ”สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง”ของอีสานให้ดีขึ้นรู้ทันและเข้าในบริบทของการเมืองมากขึ้นรวมถึงการสอดส่องดูแลป้องกันการโกงเลือกตั้งและการโกงเงินแผ่นดิน

เสี่ยวอีสานฯจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกาปฎิรูปการเมืองให้ชาวบ้านรู้ทันการเมืองเรื่องสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและกรณีศึกษาต่างๆของนักการเมืองโกงแล้วมีผลเสียอย่างไรเช่นกรณีพืชผักสวนครัวกรณีคลองด่านกรณีทุจริตการเลือกตั้ง๑๑ล้านกรณียาแพงกรณีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทุจริตโกงการจัดซื้อจัดจ้างการฮั้วประมูลการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของสมาชิกและผู้บริหารส่วนท้องถิ่นและข้าราชการในจังหวัดต่างๆแล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อป้องกันการทุจริต

เราจะสนับสนุนการเมืองอีสานให้เป็นการเมืองของภาค”พลเมือง”มากขึ้นเพราะอีสานเป็นการเมืองแบบอุปถัมภ์จึงออกมาในรูปแบบการถูกซื้อเสียงและการจัดตั้งหัวคะแนนจากผู้มีอิทธิพลทางการเมืองแทนที่ชาวอีสานเราจะรวมตัวเพื่อเลือก”ผู้แทน”เองโดยภาคประชาชน

ตอนนี้ชมรมฯอยู่ในขั้นจัดรวมพลคนอีสานเป็นสมาชิกฝ่ายเหย้าและ”เสี่ยว”หรือเพื่อนเป็นสมาชิกฝ่ายเยือนหากคณะผู้จัดทำเวบ”เสี่ยวอีสานฯ”พร้อม

ท่านที่ปรึกษาลุงปุถุชนลุงถึกสไลเดอร์ลุงแคนและคุณพริกเซอร์ผมและคุณพระพายคุณจินตวารีคุณไทมุงและสมาชิกพร้อมทีมงานคุณAloha007Adminโมเดอเรเตอร์หน้าฉากหลังไมค์น่าจะพร้อมหากท่านพร้อมก็เชิญร่วมเข้าสนทนาหารือกันใน”อีสานเสรีไทย” ณ บัดดล

ด้วยความเคารพ
Scorpio6

-

 

 

 


เชิญลงทะเบียน email เพื่อรับจดหมายข่าวเสี่ยวอีสาน


ลงทะเบียน | ถอนทะเบียน